ตามรอยวัฒนธรรมมุสลิมเปอร์เชียในสยามจากภาษาและวรรณกรรมไทย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี
ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ ราชบัณฑิตยสภา
นำเสนอครั้งแรกในงานประชุมวิชาการมุสลิมศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ "การเปลี่ยนผ่านของสังคมมุสลิมไทย ในรอบ 100 ปี" วันที่ 18 ตุลาคม 2566 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดย ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทนำ
วัฒนธรรมมุสลิมเปอร์เชียในที่นี้หมายถึงวัฒนธรรมชาวเปอร์เชียในยุคอิสลามเมื่อเปอร์เชียตกอยู่ใต้การปกครองของราชวงศ์อุมัยยะห์ (ค.ศ. 661-750) ของมุสลิมอาหรับ มีอาณาจักรตั้งแต่แอฟริกาเหนือ อียิปต์ ซีเรีย ซาอุดิอาระเบีย เมโสโปเตเมีย อิหร่าน เตอร์กิสถานตะวันตก อัฟกานิสถาน และส่วนหนึ่งของอินเดีย ต่อมาระหว่าง ค.ศ. 750-1258 เปอร์เชียมีราชวงศ์อับบาซีย์ของมุสลิมเป็นผู้ปกครองรวมทั้งราชวงศ์ท้องถิ่นต่าง ๆ ทางตะวันออก เช่น ซามานีย์ ศ็อฟฟารีย์ มาจนถึงราชวงศ์เศาะฟะวีย์ (ค.ศ. 1501-1736) ซึ่งเปอร์เชียมีความเจริญทั้งด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา วัฒนธรรม และศิลปกรรม แบบแผนศิลปกรรมในสมัยนั้นได้ส่งอิทธิพลไปยังอินเดีย ทั้งในจักรวรรดิโมกุลและรัฐอิสระต่าง ๆ โดยเฉพาะรัฐสุลต่านแห่งเดคคาน (Deccan)ซึ่งนำรูปแบบศิลปวัฒนธรรมเปอร์เชียไปประยุกต์จนเกิดแบบแผนที่เรียกว่าศิลปวัฒนธรรมแบบอินโด-เปอร์เชีย
วัฒนธรรมมุสลิมเปอร์เชียมี “แดนวัฒนธรรม” ที่ปราศจากพรมแดนซึ่งได้แผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วเอเชียตะวันตก เอเชียกลาง และเอเชียใต้โดยไม่จำกัดภูมิหลังทางชาติพันธุ์หรือความเชื่อทางศาสนา ร่องรอยของวัฒนธรรมมุสลิมเปอร์เชียปรากฏอยู่ในรูปแบบและคำเรียกเสื้อผ้าอาภรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกิน และเครื่องปรุงรสปรุงสุคนธ์ รวมทั้งผลงานศิลปะและวรรณกรรม บทความนี้จะกล่าวเฉพาะร่องรอยของวัฒนธรรมมุสลิมเปอร์เชียในแผ่นดินสยามโดยพิจารณาจากหลักฐานในภาษาและวรรณกรรมไทย
ร่องรอยจากเอกสารประวัติศาสตร์
เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงชาวเปอร์เชียในแผ่นดินสยาม คือบันทึกความทรงจำของพระยาวรเชษฐภักดี (เถื่อน) ขุนนางตำแหน่งจางวางกรมท่าขวาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ผู้ศึกษาประวัติขุนนางต้นสกุลบุนนาคกล่าวว่าพระยาวรเชษฐภักดีเป็นบุตรพระยาจุฬาราชมนตรีในสมัยอยุธยาและสืบเชื้อสายจากอกามะหะหมัด หลานชายของเฉกอะหมัดผู้เป็นต้นตระกูลขุนนางมุสลิมเปอร์เชียและขุนนางสายสกุลบุนนาค พระยาวรเชษฐภักดีได้บันทึกเรื่องราวจากคำบอกเล่าของพระยาจุฬาราชมนตรี (เชน) ซึ่งเป็นทายาทชั้นที่ 4 ของท่านเฉกอะหมัด ต่อมามีการเพิ่มเติมประวัติสายตระกูลบุนนาคลงไปในจดหมายเหตุของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) จดหมายเหตุฯ นี้เล่าว่า เฉกอะหมัด มุสลิมชีอะห์ชาวเปอร์เชียเดินทางเข้ามาค้าขายในสยามพร้อมกับน้องชายชื่อมะหะหมัดสะอิดในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (ครองราชย์พ.ศ. 2148-2153) และเข้ารับราชการในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (ครองราชย์พ.ศ. 2154-2171)
นอกจากนั้นยังมีบันทึกของชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาสู่สยามในรัชสมัยสมเด็จพรนารายณ์มหาราช เช่น จดหมายเหตุของลา ลูแบร์ ราชทูตพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส บันทึกสภาพบ้านเมืองกรุงศรีอยุธยาของนิโกลาส์ แชรแวส มิชชันนารีเยสุอิตชาวฝรั่งเศสซึ่งพำนักอยู่ในสยามเป็นเวลา 4 ปี และจดหมายเหตุการเดินทางของบาทหลวงตาชารด์ คณะเยสุอิตซึ่งเข้ามาเผยแผ่ศาสนาในสยามในรัชสมัยนั้น เอกสารเหล่านี้กล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมเปอร์เชียในแผ่นดินสยาม เช่น เครื่องแต่งกายของขุนนางเปอร์เชียในราชสำนักสยามซึ่งสวมครุย ลอมพอก รองเท้าปลายแหลม ฯลฯ อาชีพของชาวเปอร์เชียที่เลี้ยงแพะ แกะ และผลิตน้ำนมสด เนยซึ่งเป็นสิ่งหายากเพราะชาวสยามไม่รู้จักวิธีผลิต บ้านพักรับรองคณะราชทูตซึ่งมีหอนั่ง (divan) แบบสถาปัตยกรรมเปอร์เชีย และปูพรมเปอร์เชีย ทหารราชองครักษ์ชาวเปอร์เชียในพระราชวัง และตำแหน่งหน้าที่สำคัญในราชสำนักและหัวเมืองซึ่งตกอยู่ในอำนาจของชาวเปอร์เชีย
ยังมีเอกสารสำคัญที่เป็นคำบอกเล่าของชาวเปอร์เชียเกี่ยวกับสยามตามมุมมองของชาวเปอร์เชียเอง ได้แก่ บันทึกการเดินทางของคณะราชทูตเปอร์เชียจากราชสำนักของพระเจ้าชาห์สุลัยมานแห่งราชวงศ์เศาะฟะวีย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นเอกสารภาษาเปอร์เชียชื่อสำเภากษัตริย์สุลัยมาน (Safīnah Sulaimānī) มีฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษของจอน โอ’ เคน (ค.ศ. 1972) ฉบับแปลอย่างย่อเป็นภาษาไทยของดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ (พ.ศ. 2516) ฉบับแปลสมบูรณ์เป็นภาษาไทยของไรน่าน อรุณรังษี และกิติมา อมรทัต (พ.ศ. 2546) และบทวิเคราะห์ความเป็นมาและเนื้อหาโดยละเอียดในงานวิจัยของจุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ (พ.ศ. 2561) หนังสือสำเภากษัตริย์สุลัยมาน กล่าวถึงชาวเปอร์เชียที่อยู่ในสยาม บทพรรณนาบ้านเมืองและพระราชวัง การเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช การตามเสด็จไปคล้องช้าง ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ พระราชกิจประจำวันของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ฯลฯ
ร่องรอยจากคำต่างภาษา
เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงชาวเปอร์เชียในแผ่นดินสยามดังกล่าวข้างต้นเป็นหลักฐานย้อนไปได้ถึงรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่หลักฐานที่เก่ากว่านั้นน่าจะเป็นจารึกในสมัยสุโขทัยซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าชาวสยามเคยติดต่อกับชาวเปอร์เชียมาก่อนแล้ว จึงได้รับเอาคำเปอร์เชียมาใช้ในภาษาไทย เช่น ในจารึกพ่อขุนรามคำแหง (พ.ศ. 1835) ด้านที่ 3 กล่าวว่า “เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้มีตลาดปสาน [...]” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2544: 24) ตลาดปสานในสมัยสุโขทัยเป็นแหล่งซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งมีตั้งแต่ผลไม้ เครื่องอุปโภคบริโภค และสัตว์ที่ใช้เป็นแรงงาน เป็นพาหนะ คำว่า ปสาน นี้มาจากคำเปอร์เชียว่า bāzār (ซึ่งเป็นที่มาของคำ bazaar ในภาษาอังกฤษด้วย)
ในสมัยสุโขทัยมีจารึกวัดพระยืน ลำพูน (พ.ศ. 1913) ซึ่งเป็นแผ่นศิลารูปใบเสมา มีข้อความกล่าวถึงเครื่องดนตรีต่างๆ ดังนี้ “ตีพาทยดังพิณฆ้องกลองปี่สรไนพิสเนญชัยทะเทียด [...]” (กรมศิลปากร, 2526: 96) ต่อมาคำว่า สรไน ปรากฏในวรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้นเรื่อง มหาชาติคำหลวง กัณฑ์มหาราช ดังนี้ “ปี่จีนโสดสรในใดต่าง ทงงกรลุมพางพอฟงง [...]” (มหาชาติคำหลวง, 2460: 332) นอกจากนั้นในวรรณคดีล้านนาเรื่องนิราศหริภุญชัย ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้น มีคำว่า สระไน ดังนี้ “นักคุนแคนคู่ฆ้อง สระไน” (ประเสริฐ ณ นคร, 2547: 134) คำว่า สรไน ในวรรณคดีตามตัวอย่างข้างต้นนี้เป็นคำไทยที่มาจากภาษาเปอร์เชียว่า sūrnāy คำว่า sūr หมายถึง งานฉลอง, การแสดงมหรสพ ส่วนคำว่า nāy แปลว่า ต้นอ้อ หมายถึง ปี่ ปี่สรไนเป็นปี่ที่ใช้ในงานพิธี เป็นปี่ปากแตร มักมีรู 6-7 รู เป็นที่นิยมใช้ในวัฒนธรรมอาหรับ ตุรกี เอเชียกลาง เอเชียตะวันตก และเอเชียใต้ ในวัฒนธรรมไทย ปี่สรไนหรือเรียกอีกอย่างว่าปี่ไฉน ปัจจุบันใช้เป่านำหมู่กลองชนะสำหรับประโคมในงานพระราชทานเพลิงศพที่ได้รับพระราชทานโกศ เป็นต้น
ใน มหาชาติคำหลวง กัณฑ์มหาพนมีบทพรรณนาป่าตอนหนึ่งว่ามี “แห้วหมูพิชกรามพลู” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2549: 100) แห้วหมูเป็นหญ้าชนิดหนึ่ง พิชหมายถึงพืช ส่วนกรามพลูคือกานพลู มาจากคำอาหรับ/เปอร์เชียว่า กะรัมฟุล (qaranful) เข้าใจว่าเมื่อไทยรับมาใช้และปรากฏใน มหาชาติคำหลวง คงจะออกเสียง กะ-รัม-พลู หรือกะ-ราม-พลู เป็น 3 พยางค์เช่นเดียวกับในภาษาเดิม ต่อมาจึงเลือนเป็น 2 พยางค์ คือกานพลู
วรรณคดีและเอกสารประวัติศาสตร์เป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างหนึ่ง ทำให้เรารู้ความหมายของคำและประวัติความเป็นมาของคำได้ ในบันทึกรายวันของออกพระวิสุทสุนทร (โกษาปาน) ราชทูตไทยจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2228 กล่าวถึงการตกแต่งห้องพักคณะราชทูตที่ฝรั่งเศสว่าเครื่องเรือนใช้ผ้าปัศตู “แลมีเก้าอี้หุ้มปัศตูเขียวเจ็ดอัน มีเตียงรองของลาดปัศตูเขียวเตียงหนึ่ง” (ปรีดี พิศภูมิวิถี, 2555: 71) ปัศตูเป็นคำไทยที่รับมาจากภาษาเปอร์เชียว่า patū หมายถึงผ้าเนื้อเบาและนุ่มอย่างผ้าสักหลาดอ่อน ในบันทึกอีกแห่งหนึ่งกล่าวถึงผ้าสักหลาดว่า “แลยอดเสาเพดาน [เตียง] นั้น เอาสักหลาดทำเป็นฉัตรใส่ทั้งสี่เสา [...]” (ปรีดี พิศภูมิวิถี, 2555: 65) นอกจากนั้นยังกล่าวถึงอาหารที่ที่พักราชทูตไทยในฝรั่งเศสซึ่งมีสิ่งที่คนไทยรู้จักและมีชื่อเรียก เช่น กุหลาบ องุ่น ลูกบ้าดำ ดังนี้ “[...] เอาดอกกุหลาบเคี่ยวน้ำตาลทรายทำเป็นแผ่นตัดเป็นอันขาวอย่างหนึ่ง แดงอย่างหนึ่ง [...]” (ปรีดี พิศภูมิวิถี, 2555: 78) “สิ่งหนึ่งลูกบ้าดำฉาบน้ำตาลทราย สิ่งหนึ่งลูกผักชีฉาบน้ำตาลทราย [...]” (ปรีดี พิศภูมิวิถี, 2555: 76) “ถาดหนึ่งผักเบี้ยใหญ่ใส่น้ำส้ม องุ่นแลน้ำมันลูกไม้ถาดหนึ่ง” (ปรีดี พิศภูมิวิถี, 2555: 74-75) กุหลาบเป็นคำที่รับมาจากภาษาเปอร์เชียว่า gulāb (น้ำกุหลาบ) ไทยรับมาใช้เรียกดอกกุหลาบ ลูกบ้าดำเป็นคำที่ไทยรับมาจากภาษาเปอร์เชียว่า bādām (เมล็ดอัลมอนด์) และองุ่นเป็นคำที่ไทยรับมาจากภาษาเปอร์เชียว่า aṅgūr
ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนปลาย วรรณคดีเรื่องกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร มีคำว่ากุหลาบและสมุนในบทพรรณนาถึงนางที่รักดังนี้ “กุหลาบบานกลีบช้อย คิดกะทงน้อยวางพานทอง หอมรื่นชื่นชมสอง หยิบดอกไม้ให้นางดม” (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร, 2545: 282) “เห็นสมุนเจ้าอุ่นเนื้อ คิดสมุนเสื้อเมื่อซับทรง ขนกลับเข้ากับองค์ เสื้อริ้วทองปล้องน้อยงาม” (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร, 2545: 294) สมุนเป็นคำที่ไทยรับมาจากภาษาเปอร์เชียว่า samūr หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่งมีขนงาม คนนิยมนำขนสมุนมาประดับเสื้อผ้าให้งดงามและเป็นซับในเสื้อผ้าให้อบอุ่น นอกจากนั้นในสมัยอยุธยาตอนปลายยังมีนิทานเรื่องสิบสองเหลี่ยม ซึ่งกล่าวถึง “กาฎี” ผู้พิพากษาตัดสินความ คำนี้มาจากภาษาเปอร์เชียซึ่งรับมาจากภาษาอาหรับอีกทีว่า Qāḍī หมายถึง ผู้พิพากษา
ครั้นถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีวรรณคดีเรื่องสำคัญที่ปรากฏคำที่รับมาจากภาษาเปอร์เชีย เช่น ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นบทพรรณนากระบวนแห่ทางชลมารคและสถลมารค ในขบวนอัสดร มีพลอัสดรซึ่งมีอาวุธต่างๆ กัน เช่น ดาบ หอก ปืน กริช ฯลฯ เฉพาะพล “แขก” เหน็บกั้นหยั่นดังคำประพันธ์ว่า “ม้าแขกแขกคู่ด้วย แขกเอง กั้นหยั่นบ่เหมาะเหมง โอ่อ้าง” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน), 2550: 42) กั้นหยั่นเป็นคำที่มาจากภาษาเปอร์เชียว่า khanjar ในลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตรา ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวถึงเครื่องแต่งกายของพลทหารในกระบวนแห่ตอนหนึ่งว่า “กางเกงเสื้อมัสหรู่ ทั้งคู่ใส่เสมอกัน” (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส, 2550: 119) มัสหรู่คือผ้าทอลายริ้ว ส่วนที่เป็นผ้าฝ้ายทอแน่นติดผิวผ้าโดยมีลายริ้วไหมโดดเด่นขึ้นมา กล่าวกันว่าเป็นผ้าที่มุสลิมนิยมใช้เพราะมิใช่ผ้าไหมแท้ซึ่งชายมุสลิมไม่สวมใส่เพราะเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย คำว่า มัสหรู่ มาจากคำว่า mashrū‘ ซึ่งเป็นคำที่เปอร์เชียรับมาจากภาษาอาหรับอีกทีหนึ่ง เดิมหมายความว่าเป็นที่อนุญาตหรือถูกต้องตามหลัก เปอร์เชียรับคำนี้มาใช้เรียกผ้าที่อนุมัติให้มุสลิมสวมใส่ได้ในเวลาละหมาด
ในรัชกาลที่ 2 มีวรรณคดีเรื่อง กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กล่าวถึงอาหารและเครื่องปรุงต่างๆ เช่น “มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง” (หอพระสมุดวชิรญาณ, 2460: 16) “เข้าหุงปรุงอย่างเทศ รศพิเศษใส่ลูกเอ็น” (หอพระสมุดวชิรญาณ, 2460: 17) “มัศกอดกอดอย่างไร น่าสงไสยใคร่ขอถาม” (หอพระสมุดวชิรญาณ, 2460: 20) ยี่หร่าเป็นคำที่ไทยรับมาจากภาษาเปอร์เชียว่า zhīra ลูกเอ็นคือลูกกระวานเทศ ภาษาฮินดีเรียก elā ส่วนภาษาเปอร์เชียใช้ว่า hil (ออกเสียงฮิล, เฮล) ดังปรากฏในคำเรียกของชาวมุสลิมไทยบางกลุ่มว่า ลูกเฮ็ล ส่วนมัศกอดเป็นชื่อขนมกวนชนิดหนึ่ง เปอร์เชียเรียกว่า masqaṭī เป็นขนมที่ได้แบบอย่างมาจากเมือง Masqaṭ ของโอมาน เป็นที่นิยมทำในวันขึ้นปีใหม่ในเปอร์เชียทางใต้ เช่น ชีราซ ฟาร์ส
ร่องรอยจากวรรณกรรมเปอร์เชีย
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (ครองราชย์พ.ศ. 2275-2301) ขุนนางมุสลิมฝ่ายพระราชวังบวรชื่อขุนกัลยาบดี แต่งนิทานเรื่องหนึ่งถวายเมื่อพ.ศ. 2295 เป็น “นิทานทำเนียบ” คือนิทานที่เปรียบเทียบให้เห็นหลักราชธรรมในการปกครองบ้านเมือง นิทานชุดนี้มีชื่อเดิมในต้นฉบับสมุดไทยว่า “นิทานพระเจ้าเนาวสว่านวาดินทรงธรรม” คำว่า เนาวสว่าน เลือนมาจากพระนามพระเจ้านุชีรวาน กษัตริย์ราชวงศ์ซาซานีย์ของเปอร์เชียในศตวรรษที่ 6 เนื้อเรื่องหลักเป็นเรื่องความทรงธรรมของกษัตริย์องค์นี้ ต่อมานิทานชุดนี้มีชื่ออีกอย่างว่า “นิทานสิบสองเหลี่ยม” เพราะเป็นนิทานที่เล่ากันมาว่าบันทึกไว้ที่ฝาผนังสิบสองด้านของมณฑปสิบสองเหลี่ยมที่ประดิษฐานพระศพของพระเจ้าเนาวสว่าน เมื่อหอพระสมุดวชิรญาณในรัชกาลที่ 6 จัดพิมพ์นิทานเรื่องนี้เผยแพร่ ได้เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น “นิทานอิหร่านราชธรรม” เพราะเห็นว่าเป็น “นิทานของพวกแขกอิหร่าน แลว่าด้วยราชธรรม” (หอพระสมุดวชิรญาณ, 2465: (11))
“นิทานแขกอิหร่าน” ที่ว่านี้เดิมเป็นเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่ขุนนางเปอร์เชียเล่าถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังปรากฏในบันทึก สำเภากษัตริย์สุลัยมาน ว่า ซัยยิด ดัรมันดี จากแคว้นคุรอซานได้ย่อมหากาพย์เปอร์เชียเรื่องชาห์นามะ แล้วทูลเล่าถวายเป็นประจำ นอกจากนั้นเหล่าขุนนางเปอร์เชียผู้ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตลอดระยะเวลา 20 ปี ได้ทูลเล่าเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับกษัตริย์เปอร์เชีย เรื่องเล่าเหล่านั้นเป็นนิทานและตำนานต่าง ๆ ซึ่งคงจะเป็นที่รู้จักจดจำ และเล่าต่อ ๆ กันมาในหมู่ขุนนาง จนถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย ขุนนางเปอร์เชียชื่อขุนกัลยาบดีจึงได้รวบรวมขึ้นแต่งถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
แนวคิดเรื่องการเลือกรับเรื่องต่างศาสนาต่างวัฒนธรรมปรากฏในคำปรารภของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอนหนึ่งว่า
เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช พระเจ้าแผ่นดินเปอรเซียได้แต่งราชทูตเข้ามายังเมืองไทย โดยประสงค์จะให้มาเกลี้ยกล่อมสมเด็จพระนารายน์ฯ ให้เข้ารีตสาสนาอิศลาม เหมือนอย่างที่พวกฝรั่งเศสพยายามเกลี้ยกล่อมจะให้เสด็จเข้ารีตสาสนาคริศตัง ทูตเปอรเซียเข้ามาครั้งนั้นคงจะพาครูบาอาจารย์ที่ชำนาญสาสนาแลราชธรรมทางประเทศเปอรเซียเข้ามาด้วย [...] เหตุด้วยหนังสือเรื่องนี้ [นิทานสิบสองเหลี่ยม] ว่าด้วยราชธรรมเปนพื้น ไม่สู้เกี่ยวแก่สาสนาจึงรักษาไว้เปนแบบฉบับสืบมา
(หอพระสมุดวชิรญาณ, 2465: (9))
ในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้คัดลอกต้นฉบับนิทานสิบสองเหลี่ยม เป็นต้นฉบับหลวงตัวทองขึ้นในพ.ศ. 2325 ซึ่งเป็นปีที่พระองค์เสด็จปราบดาภิเษก มีคำอธิบายของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า หนังสือเรื่องนี้ “นับถือกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เพราะเปนนิทานสุภาษิตว่าด้วยราชธรรม จึงโปรดให้สร้างขึ้นเปนฉบับหลวงเก็บไว้ใกล้พระองค์สำหรับจะได้ทรงสอบสวนได้โดยง่าย” (หอพระสมุดวชิรญาณ, 2471: (10))
ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จารึกนิทานสิบสองเหลี่ยมไว้ที่แผ่นศิลาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเพื่อให้ประชาชนสามารถอ่านนิทานเรื่องนี้ได้ ต่อมาในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 หมอสมิทได้พิมพ์นิทานสิบสองเหลี่ยมเป็นหนังสือจำหน่าย ทำให้นักอ่านคนไทยรู้จักนิทานเรื่องนี้กันมากขึ้น
นิทานสิบสองเหลี่ยม เป็นวรรณคดีคำสอนประเภทหนังสือแนะนำ (pandnāma) หรือ “คันฉ่องส่องเจ้านคร” (Mirror for Princes) วรรณคดีประเภทนี้เป็นที่นิยมกันมากในหมู่ชาวอาหรับและเปอร์เชีย เป็นการผสมผสานคำสอนที่หลากหลายเข้าด้วยกันทั้งจากอาหรับยุคอิสลามและเปอร์เชียโบราณ เช่น คำแนะนำเรื่องคุณสมบัติของพระราชา คุณสมบัติของอำมาตย์ ความยุติธรรมและการปกครอง ความอ่อนน้อม การเรียนรู้ ความกตัญญู ฯลฯ ในนิทานสิบสองเหลี่ยม ฉบับภาษาไทยยังมีเค้าความจากคำสอนต่าง ๆ นี้ เช่น
พระมหากษัตริย์ดังแพทย์ยา ราษฎรดังคนป่วยไข้จะใคร่หายจึงแจ้งโรคแก่แพทย์ ๆ ประกอบยารักษาโรคนั้นหาย ดุจหนึ่งพระเจ้าสูลาไลมาลเปนกษัตริย์สูงใหญ่อันประเสริฐ รู้ภาษาสัตว์ ๆ ร้องฟ้องยังเอาธุระด้วยเหตุทรงธรรม
(หอพระสมุดวชิรญาณ, 2471: 8)
“สูลาไลมาล” ในที่นี้คือนบีสุลัยมาน ซึ่งปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน (27: 16-19) ว่าเป็นผู้รู้ภาษาสัตว์ ครั้งหนึ่งพาไพร่พลเดินทางไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง มดตัวหนึ่งบอกให้ฝูงมดพากันกลับเข้ารังเพื่อมิให้ไพร่พลของนบีสุลัยมานเหยียบย่ำพวกตนโดยไม่รู้ตัว นบีสุลัยมานได้ฟังก็ยิ้มด้วยความเมตตา ในกวีนิพนธ์เปอร์เชียนิยมใช้เรื่องนี้เป็นภาพพจน์แสดงเมตตาธรรมของผู้ปกครองบ้านเมืองผู้ทรงอำนาจที่มีต่อพลเมืองซึ่งเป็นผู้ด้อยโอกาส
ครั้งหนึ่งผู้มีหน้าที่เลือกสรรหนังสือเพื่อเผยแพร่ให้ผู้อ่านชาวไทยเคยมีความเห็นถึงหนังสือเรื่องนั้นว่า “[...] ไม่สู้เกี่ยวแก่สาสนาจึงรักษาไว้เปนแบบฉบับสืบมา” (หอพระสมุดวชิรญาณ, 2465: (9)) แนวคิดในการ “เลือกรับ” เรื่องที่ต่างวัฒนธรรมต่างความเชื่อเช่นนี้ปรากฏอีกครั้งในต้นรัชกาลที่ 6 เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงพระนิพนธ์กวีนิพนธ์เรื่องรุไบยาต ของโอมาร์ คัยยามใน พ.ศ. 2457 โดยดัดแปลงจากฉบับแปลภาษาอังกฤษของ Edward Fitzgerald กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงกล่าวไว้ในพระนิพนธ์คำนำว่า
การแปลเปลื้องเค้าความรุไบยาตของโอมาร์ คัยยาม มหากวีโหราจาริย์กรุงเปอเซียมารจนาเปนโคลงสุภาพสยามสู่กันอ่านนี้ไม่บาป ฤๅกลับจะเปนบุญด้วยซ้ำไป แม้ไม่ใช่ทางพระพุทธศาสนูเบกษ์ก็ใกล้พระพุทธศาสนามากกว่าใกล้ศาสนาอิสลาม ฤๅศาสนาคฤสตัง [...]
(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์, 2509: 12)
“การแปลเปลื้องเค้าความ” ทำให้รุไบยาต ของโอมาร์ คัยยามฉบับนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญาและศาสนาไกลจากต้นฉบับเดิมในภาษาเปอร์เชีย ผู้ทรงพระนิพนธ์ได้ทรงเพิ่มเติมคำประพันธ์หลายบทเป็น “อัตระนานุโลม” (“ปรับตามตนเอง”) ซึ่งปรับเข้ากับปรัชญาพุทธศาสนา นอกจากนั้นยังทรงอธิบายชื่อต่าง ๆ ในบทกวีนิพนธ์ตามความเข้าใจของพระองค์เองด้วย เช่น ในโคลงบทที่ 68 มีชื่อ มหมัด ซึ่งถอดมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษว่า Mahmud หมายถึงพระเจ้ามะห์มูดแห่งราชวงศ์ฆัซนะวีย์ของเปอร์เชียในยุคอิสลาม ผู้ทรงพระนิพนธ์เข้าใจว่าหมายถึงศาสดามุฮัมมัด จึงอธิบายว่า “พระมหมัดผู้เปนพระเจ้าอันทรงฤทธิ์ชัยชนะโลก” (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์, 2513: 285)
กวีนิพนธ์เรื่องรุไบยาต ของโอมาร์ คัยยาม ฉบับดั้งเดิมเป็นภาษาเปอร์เชียหลายสำนวน แนวคิดหลักเป็นปรัชญาของพวกศูฟีซึ่งเป็นวิถีความเชื่อของมุสลิมพวกหนึ่งที่เน้นเรื่องการฝึกจิตให้บริสุทธิ์เพื่อจะได้รับความรักจากพระเจ้าและเข้าถึงพระเจ้า ฉบับแปลภาษาอังกฤษครั้งแรกเป็นของกวีอังกฤษชื่อเอดเวิร์ด ฟิตซ์เจอรัลด์ใน ค.ศ. 1859 ฟิตซ์เจอรัลด์แปลและดัดแปลงเนื้อความในบทกวีนิพนธ์ตามความคิดของตนเองจนมีผู้วิจารณ์ว่า “ฟิตซ์เจอรัลด์คือโอมาร์ คัยยาม โอมาร์ คัยยามคือฟิตซ์เจอรัลด์” (Robert Graves and Omar Ali-Shah, 1968: 11) ภาพของโอมาร์ คัยยามในสำนวนของฟิตซ์เจอรัลด์จึงห่างจากความเป็นกวีศูฟี แต่กลายเป็นนักสุขนิยม (Hedonist) ซึ่งเน้นการเสพสุขในปัจจุบันเพราะเชื่อเรื่องโลกนี้เท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีผู้นำสำนวนภาษาอังกฤษของฟิตซ์เจอรัลด์มาแปลเป็นภาษาไทยโดยเพิ่มเติมและดัดแปลงอีกชั้นหนึ่ง หนังสือรุไบยาต ของโอมาร์ คัยยาม ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยจึงมิได้เสนอความคิดความเชื่อของมุสลิมเปอร์เชียตามที่เป็นจริง
ในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 ผลงานของกวีส่วนหนึ่งเป็นเรื่องแปลจากภาษาตะวันตกตามกระแสตะวันออกนิยม (Orientalism) ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร กล่าวเฉพาะเรื่องแปลจากวรรณคดีเปอร์เชีย นอกจากรุไบยาต ของโอมาร์ คัยยามแล้ว ยังมีนิทานเรื่องต่าง ๆ เช่น อาหรับราตรี (พันหนึ่งราตรี), พันหนึ่งทิวา, ทศมนตรี, บูติมาร์, กุหลาบของผกาวลี เอ็ดเวิร์ด ซาอิด (Edward Said) ชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับผู้สอนวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา มีความเห็นว่าคติตะวันออกนิยมซึ่งเฟื่องฟูอยู่ในประเทศตะวันตกในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นการมองดินแดนทางตะวันออกตามสายตาของชาวยุโรปอย่างฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน โปรตุเกส สเปน เป็นต้น ในประสบการณ์ของพวกเขา ประเทศทางตะวันออกเป็นอาณานิคมที่มีความสำคัญ ความมั่งคั่ง และความเก่าแก่มาก ทั้งยังเป็นแหล่งอารยธรรมและภาษา การที่ชาวตะวันตกนิยมก็เพราะทำให้เห็นวิถีทางวัฒนธรรมและวิธีคิดที่มีลักษณะเฉพาะและเป็น “คู่เปรียบ” ที่เน้นย้ำความเป็น “คนอื่น” ของชาวตะวันออกตามสายตาของชาวตะวันตก (Edward Said, 2003: 1-2)
นิทานอาหรับราตรี ซึ่งเป็นนิทานประโลมโลกที่นักอ่านเกือบทั่วโลกรู้จัก มีการสืบทอดด้วยการเล่าต่อกันมาและแต่งเติมจนเป็นเรื่องเล่าที่ซับซ้อนและยืดยาวในสำนวนภาษาต่าง ๆ ฉบับภาษาอังกฤษที่แพร่หลายมากที่สุดคือ The Arabian Nights หรือ The Nights ของเซอร์ริชาร์ด เบอร์ตัน (Sir Richard F. Burton) เป็นหนังสือ 10 เล่ม มีภาคผนวกอีก 6 เล่ม เป็นอรรถาธิบายเรื่องต่าง ๆ จากประสบการณ์ที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในตะวันออกกลาง เล่มหนึ่งชื่อ The Pilgrimage บันทึกประสบการณ์เมื่อเขาแฝงตัวเข้าไปในนครมักกะห์เพื่อสังเกตพิธีฮัจญ์ในศาสนาอิสลาม เอ็ดเวิร์ด ซาอิด กล่าวถึงความน่าเชื่อถือของหนังสือชุดนี้ว่า
แต่ละเชิงอรรถของเบอร์ตัน [...] เป็นสิ่งที่เขาจงใจจะใช้เป็นหลักฐานสำหรับชัยชนะของเขาที่มีเหนือความรู้เกี่ยวกับตะวันออก ซึ่งบางครั้งก็เป็นระบบที่น่าอดสู แต่เป็นระบบที่เขาควบคุมได้เอง แม้แต่ในร้อยแก้วของเบอร์ตัน เราก็ยังไม่เคยได้รับข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับตะวันออก ทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้นำเสนอต่อเราผ่านการแทรกตัวเข้ามาอย่างผู้รู้ของเบอร์ตัน (ซึ่งส่วนมากจะออกไปทางเรื่องราคะ) เป็นการเตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าที่เขาได้จัดการกับชีวิตแบบชาวตะวันออกนั้นก็เพื่อประโยชน์สำหรับเรื่องเล่าของเขาเอง
(Edward Said, 2003: 196)
การอ่านเรื่องเหล่านี้อย่างผิวเผินและเหมารวมว่าเป็นภาพเสนอของชาวอาหรับหรือชาวเปอร์เชียเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อมีการวิจารณ์เลยเถิดไปถึงค่านิยมและความเชื่อทางศาสนา ดังปรากฏในบทวิจารณ์เรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงนิทานอาหรับราตรีว่าแสดงความขี้โม้ของชาวอาหรับ ความปรารถนาอันรุนแรง “แบบอาหรับ” ผู้หญิงในโลกอาหรับ และความเชื่อเรื่องพระเจ้าของชาวมุสลิม ตลอดจนล้อเลียนเรื่องการปฏิบัติศาสนกิจของชาวมุสลิม
กล่าวได้ว่าภาพลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างศาสนาที่ปรากฏในวรรณกรรมที่ถ่ายทอดในช่วงกระแสตะวันออกนิยม มีอคติจากสายตาของผู้ที่รู้สึกว่าตนเองเป็น “เบี้ยบน” ซึ่งมองดูผู้ที่คิดต่างทำต่างจากตนเป็น “คนอื่น” และเป็นผู้ที่ยังไม่ศิวิไลซ์ตามมาตรฐานของฝรั่ง อันที่จริงผู้แปลวรรณกรรมคงมีความตั้งใจว่าจะแนะนำเรื่องต่างภาษาต่างวัฒนธรรมมาให้ผู้อ่านได้รู้จัก เพื่อให้วรรณกรรมเป็นงานศิลปะที่สร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน แต่ด้วย “น้ำเสียง” ที่แฝงอคติซึ่งตกทอดมาจากตะวันออกนิยม ทำให้บทบาทของวรรณกรรมเปลี่ยนไป การนำวรรณกรรมเรื่องหนึ่ง ๆ มาศึกษาเปรียบเทียบให้เข้าใจว่าสารในต้นฉบับเดิมเป็นอย่างไร ควรจะตีความใหม่ได้อย่างไร ตลอดจนการเพิ่มเชิงอรรถอธิบายเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านมากกว่าการผลิตซ้ำเพื่อรักษาต้นฉบับเท่านั้น
การศึกษาความเป็นมาของวัฒนธรรมมุสลิมเปอร์เชียจากร่องรอยที่เป็นลายลักษณ์ในถ้อยคำภาษาและวรรณกรรม คงจะทำให้เห็นการเลือกรับวัฒนธรรมต่างชาติต่างภาษาของคนไทยได้พอเป็นข้อสังเกต อย่างเช่นการรับเรื่องนิทานสิบสองเหลี่ยม มาประกอบสร้างเป็นนิทานไทย ถึงแม้ชื่อตัวละครและสถานที่จะเป็น “แขก” และการกระทำของตัวละครอาจเป็นเรื่อง “แปลก” สำหรับคนไทย แต่ข้อคิดและหลักธรรมในเรื่องก็มีความเป็นสากล ไม่ใช่เรื่องของ “เรา” หรือเรื่องของ “เขา” แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ผู้มีบทบาทหน้าที่ในสังคม การรับวรรณคดีเรื่องนี้เข้ามาไว้ในประวัติวรรณคดีไทยจึงเป็นการ “เลือกรับ” ด้วยความชอบและประทับใจ เช่นเดียวกับที่ชาวสยามอยุธยาเลือกรับงานศิลปะของมุสลิมเปอร์เชียอย่างงานสถาปัตยกรรม เสื้อผ้าอาภรณ์ และสิ่งแปลกใหม่ต่าง ๆ ดังมีคำเรียกที่ปรากฏอยู่ในภาษาไทยอย่างกลมกลืน สิ่งเหล่านี้เป็นร่องรอยส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับเปอร์เชียและความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างคนไทยกับมุสลิมเปอร์เชียซึ่งมีมานานจนหยั่งรากลึกอยู่ในแผ่นดินไทย หากมองกันด้วยสายตาที่ปราศจากอคติโดยแท้ คนที่ใคร ๆ ยังคงเรียกว่า “แขก” ก็มิใช่ “แขกแปลกหน้า” ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทย แต่เป็นคนไทยที่มีบรรพบุรุษจากต่างแดนมารับใช้บ้านเมืองในแผ่นดินนี้เป็นเวลานับร้อย ๆ ปีแล้ว
รายการอ้างอิง
กรมศิลปากร. 2526. “จารึกวัดพระยืน.” ใน จารึกสมัยสุโขทัย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.
กรมศิลปากร. 2545. พระบวรราชนิพนธ์ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.
กุสุมา รักษมณี. 2566. กุหลาบเปอร์เชียในแดนสยาม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.
ธรมธิเบศร, เจ้าฟ้า. 2545. “กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก.” ใน วรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม 3. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.
นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. 2509. รุไบยาตของฮะกิม โอมาร์ คัย
ยาม. กรุงเทพฯ: สถานีวิทยุยานเกราะ. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพันเอก
วินัย หุตะโชค)
นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. 2513. รุไบยาตของฮะกิม โอมาร์ คัยยาม. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: คลังวิทยา.
ปรมานุชิตชิโนรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระ. 2550. “ลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราทางสถลมารคและทางชลมารค” ใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตกระบวนแห่พระกฐิน พยุหยาตราทางสถลมารคและทางชลมารค, หน้า 96-199. กรุงเทพฯ: สมาคมห้องสมุด
แห่งประเทศไทย.
ประเสริฐ ณ นคร. 2547. โคลงนิราศหริภุญชัย. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.
ปรีดี พิศภูมิวิถี. 2555. ประชุมจดหมายเหตุออกพระวิสุทสุนทร (โกษาปาน), หน้า 29-
165. กรุงเทพฯ: สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ.
พระคลัง (หน), เจ้าพระยา. “ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง” ใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิต กระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราทางสถลมารคและทางชลมารค, หน้า 18-25. กรุงเทพฯ: สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย.
มหาชาติคำหลวง. 2460. พระนคร: โรงพิมพ์ไทย. (นายแห เจ้าของโรงพิมพ์ไทยพิมพ์ให้แก่หอพระสมุดวชิรญาณ)
ราชบัณฑิตยสถาน. 2544. พจนานุกรมศัพท์วรรณคดีไทยสมัยสุโขทัย ศิลาจารึกพ่อขุน
รามคำแหงมหาราช หลักที่ 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 2 (แก้ไขเพิ่มเติม). กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.
ราชบัณฑิตยสถาน. 2549. พจนานุกรมศัพท์วรรณคดีไทย สมัยอยุธยา มหาชาติคำหลวง.
กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.
หอพระสมุดวชิรญาณ. 2460. ประชุมกาพย์เห่เรือ. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. (พิมพ์เป็นของแจกในงานศพนายพลเรือตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) ปีมเสงนพศก พ.ศ. 2460)
หอพระสมุดวชิรญาณ. 2465. ประชุมปกรณัม ภาคที่ 1 นิทานอิหร่านราชธรรม 12 เรื่อง (ที่เรียกกันมาว่าเรื่อง 12 เหลี่ยม). พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้หญิงตลับ สุรวงศ์วัฒนศักดิ์ ปีจอ พ.ศ. 2465)
หอพระสมุดวชิรญาณ. 2471. นิทานอิหร่านราชธรรม (หรือที่เรียกกันว่าเรื่องสิบสองเหลี่ยม) ฉบับความครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพึ่งพบใหม่. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. (สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุขโปรดให้พิมพ์เมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2471)
Graves, Robert and Omar Ali-Shah. 1968. The Rubaiyyat of Omar Khayaam. London: the Camelot Press Ltd.
Said, Edward. 2003. Orientalism. London: Penguin Classics. (Reprint with a new Preface)





Comments